ทศวรรษแรกของ Beefmaster ในไทย

          ในปี 2010 BBU(สมาคมผู้ปรับปรุงพันธุ์บีฟมาสเตอร์ สหรัฐอเมริกา) ได้เริ่มนำโคบีฟมาสเตอร์ เข้ามาในประเทศไทยเป็นครั้งแรก เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ปรับปรุงพันธุ์ในไทยที่ต้องการจะพัฒนาคุณภาพของเนื้อวัวในประเทศ โดยกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (USDA) ได้ให้ทุนสนับสนุนการเปิดตลาดใหม่ เพื่อส่งเสริมบีฟมาสเตอร์ให้เป็นที่รู้จักในไทยทั้งในด้านองค์ความรู้และการทำสื่อโฆษณา อีกทั้งกลุ่มผู้ปรับปรุงพันธุ์ใน BBUเองก็ได้บริจาคน้ำเชื้อคุณภาพสูงเพื่อให้ผู้ปรับปรุงพันธุ์โคทั่วประเทศไทยได้ใช้ โดยผ่านทาง บริษัท เยนวา จำกัด
          คุณวินิจและคุณภาวณีจากบริษัท เยนวา ได้ช่วยให้ความรู้เกี่ยวกับคุณภาพของโคบีฟมาสเตอร์ แก่อุตสาหกรรมเนื้อวัวไทย และได้พากลุ่มผู้ปรับปรุงพันธุ์โคไทยไปเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับสายพันธุ์ที่สหรัฐอเมริกา โดยเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ของไทยก็ได้เข้าร่วมการประชุมเรื่องสุขภาพของสัตว์ที่รัฐเท็กซัสเพื่อยืนยันความเหมาะสมในการเลี้ยงโคสายพันธุ์นี้ภายใต้สภาพแวดล้อมของประเทศไทย หลังจากที่น้ำเชื้อที่ได้รับบริจาคถูกส่งมาถึงไทย บริษัทเยนวา พร้อมทั้งตัวแทนจำหน่ายอื่นๆ รวมถึงกรมปศุสัตว์ ได้จัดซื้อจัดส่งและแจกจ่ายน้ำเชื้อ มาตรฐาน CSS หลายพันหลอดเพื่อการผสมเทียมในประเทศ

[siteorigin_widget class=”SiteOrigin_Widget_Image_Widget”][/siteorigin_widget]

          คุณสิทธิพงศ์ กฤชภากรณ์ ผู้ก่อตั้ง ที.เอส.ฟาร์ม คือผู้ปรับปรุงพันธุ์คนแรกในประเทศไทยที่ได้ทำการผสมข้ามพันธุ์บีฟมาสเตอร์กับลูกผสมโคพื้นเมือง ได้ลูกวัวตัวผู้ตัวแรกเกิดในวันที่ 9 ธันวาคม ค.ศ. 2010 นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการกระจายพันธุ์บีฟมาสเตอร์ในไทย จนกลายเป็นสายพันธุ์โคระดับพรีเมียมทั่วประเทศไทยและมาเลเซียที่ผู้ซื้อพร้อมจะจ่ายราคาสูงให้กับแม่พันธุ์บีฟมาสเตอร์ ที่เชื่อมั่นได้ว่ามีคุณภาพดี โดยตลอด 10 ปีที่ผ่านมา คุณสิทธิพงศ์ และกลุ่ม 12 Breeders รวมถึงฟาร์มโคขนาดใหญ่อื่นๆ ได้เป็นผู้นำในการพัฒนาโคพันธุ์บีฟมาสเตอร์ ซึ่งในปัจจุบันได้มีการตั้งสมาคมบีฟมาสเตอร์แห่งประเทศไทยและกลุ่มซื้อขายบีฟมาสเตอร์ อีกทั้งผู้ปรับปรุงพันธุ์บางรายก็ยังคงสถานะการเป็นสมาชิก BBUอยู่ด้วย คุณสิทธิพงศ์และกลุ่มของเขาได้นำเข้าน้ำเชื้อและโคพ่อพันธุ์แม่พันธุ์บีฟมาสเตอร์ ที่จดทะเบียน BBU จากทั่วสหรัฐอเมริกา ทั้งผ่านการประมูล,การซื้อขายโดยตรง และซื้อขายออนไลน์ รวมกว่า 30 ตัวในปีนี้ และกว่า 200 ตัว ในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา

          BBU และทีมงาน Go International ของเรามีความยินดีที่คุณวินิจและคุณภาวณีได้พาผู้ปรับปรุงพันธุ์ชาวไทยหลายกลุ่มรวมถึงคุณสิทธิพงศ์และกลุ่ม 12 Breeders มาเยี่ยมชมฟาร์มที่สหรัฐอเมริกาและได้นำเข้าพันธุกรรมหลากหลายสู่ประเทศไทย นอกจากนี้บริษัทเยนวายังได้แสดงวิดีโอและนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับโคพันธุ์บีฟมาสเตอร์ ในงานประกวดโคต่างๆทั่วประเทศไทย ส่วนคุณสิทธิพงศ์ก็สร้างเว็บไซต์ TS Farm เพื่อให้ความรู้แก่คนไทยเกี่ยวกับคุณลักษณะเด่นของบีฟมาสเตอร์และประโยชน์ของค่า EPDs ในการประเมินประสิทธิภาพของสัตว์แต่ละตัว เขายังเป็นสมาชิกนานาชาติชั้นเยี่ยมของ BBU รวมถึงเป็นผู้ดูแลเพจ Facebook: TS Farm Brahman and Beefmaster และเป็นผู้ดูแลอีกหลายกลุ่มในFacebook นั่นทำให้ BBU ยกย่องคุณสิทธิพงศ์เป็นเสมือนบิดาแห่งโคบีฟมาสเตอร์ ประเทศไทย และเปรียบคุณวินิจและคุณภาวณีเป็นเสมือนผู้ใหญ่ในวงการนี้
          ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ.2020 คณะกรรมการ BBU ได้มีมติคัดเลือกให้คุณสิทธิพงศ์ รับรางวัล “ผู้ปรับปรุงพันธุ์นานาชาติแห่งปีคนแรก” เพื่อยกย่องในความพยายามพัฒนาโคบีฟมาสเตอร์ในไทยและเป็นการฉลองครบรอบ 10 ปีที่ BBU ส่งเสริมการกระจายพันธุ์บีฟมาสเตอร์ในไทย บีฟมาสเตอร์ สามารถพัฒนาโคได้ทุกสายพันธุ์ บีฟมาสเตอร์คือพันธุ์โคอเมริกันที่สามารถช่วยพัฒนาคุณภาพของเนื้อวัวและมีประสิทธิภาพการแลกเนื้อสูง สามารถผสมข้ามได้ทุกสายพันธุ์เพื่อการเลี้ยงโคเชิงพาณิชย์

ประวัติบีฟมาสเตอร์

          บีฟมาสเตอร์มีต้นกำเนิดที่ทางใต้ของเท็กซัสในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 แต่เดิม ครอบครัว Lasater ได้พัฒนาโคพันธุ์ Hereford ฝูงใหญ่เพื่อให้สามารถทนกับความร้อนและแมลงที่มีอยู่มากในบริเวณอ่าวเท็กซัส แต่โคเหล่านั้นก็ยังไม่สามารถปรับตัวกับสภาพแวดล้อมที่ทุรกันดารได้ ครอบครัว Lasater จึงเริ่มทดลองนำโคเขตร้อนที่รู้จักกันในชื่อ Bos Indicus หรือ Zebu โดยใช้โคพันธุ์ Gyr และ Guzerat จากอินเดีย และพันธุ์ Nelore จากบราซิล การผสมข้ามพันธุ์กับสายพันธุ์ที่ไม่ได้เป็นที่รู้จักในตอนนั้นทำให้เห็นการพัฒนาของสายพันธุ์อย่างเห็นได้ชัด เช่น อัตราการเพิ่มน้ำหนักและอัตราการสืบพันธุ์ ความได้เปรียบของสายพันธุ์ผสมนี้ถูกเรียกว่า heterosis
          ในช่วงต้นทศวรรษ 1930 ทางฟาร์มได้มีการรวมพันธุ์ Milking Shorthorn ด้วยเพื่อเพิ่มการผลิตนมและคุณภาพซาก พวกเขาสามารถเห็นได้ทันทีว่าลูกผสมสามสายพันธุ์นั้นเหนือกว่าสองสายพันธุ์มาก ส่วนผสมสุดท้ายที่ถูกใช้จึงเป็น โคพันธุ์ Bos Indicus 50% และ Bos Taurus 50% (Hereford 25% และ Shorthorn 25%)
นอกจากครอบครัว Lasater จะพัฒนาสายพันธุ์โคนี้แล้ว เขายังได้คิดค้นปรัชญาการเลือกโคที่รู้จักกันในปัจจุบันในชื่อ The Lasater Philosophy หลักการของแนวคิดนี้คือการคัดเลือกโคที่มีลักษณะเป็นที่ต้องการทางเศรษฐศาสตร์ โดยได้สรุปเป็น ลักษณะสำคัญ 6 ประการ (6 Essential traits) นี่จึงเป็นโคพันธุ์เดียวในประวัติศาสตร์ที่ถูกคัดเลือกโดยใช้เกณฑ์คุณภาพการผลิต ไม่ใช่ความสวยงาม
          ในปี ค.ศ.1937 ฟาร์มนี้หยุดผสมข้ามสายพันธุ์กับโคภายนอก และได้พัฒนาสายพันธุ์ภายในฟาร์ม โดยคัดโคคุณภาพต่ำออก เพื่อพัฒนาทุกๆลักษณะที่สำคัญไปพร้อมๆกัน ในปีค.ศ. 1945 โคฝูงนี้จึงได้รับการรับรองจากกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (USDA) ภายใต้ชื่อ Beefmaster

การกระจายพันธุ์รอบโลก

          สายพันธุ์บีฟมาสเตอร์ ได้เติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก และกลายเป็นที่รู้จักในฐานะแม่พันธุ์โคคุณภาพดีสำหรับผู้เลี้ยงโคเชิงพาณิชย์ ซึ่งมีความโดดเด่นในการผลิตเนื้อ โดยเฉพาะในสภาพแวดแวดล้อมเช่นทะเลทราย หรือในภูมิประเทศเขตร้อน จึงเป็นสายพันธุ์ที่นิยมอย่างมากในภูมิภาคส่วนใหญ่ของสหรัฐ อเมริกา และเป็นสายพันธุ์ชั้นนำของโคเชิงพาณิชย์ใน เม็กซิโก แอฟริกาใต้ ไทย ปานามา โคลัมเบีย และหลายประเทศในลาตินอเมริกัน
ด้วยความต้องการโคที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นทั่วโลก บีฟมาสเตอร์เป็นพันธุกรรมที่ยอดเยี่ยมในการผสมข้ามสายพันธุ์กับโคพื้นเมืองทุกประเทศ เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตเนื้อและคุณภาพของซาก โดยที่ไม่สูญเสียความสามารถในการปรับตัวเข้าสู่สภาพแวดล้อมในประเทศนั้นๆ ผู้เลี้ยงโคเชิงพาณิชย์ได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างมากจากการใช้บีฟมาสเตอร์ โดยลูกโคมีน้ำหนักเมื่อหย่านมมากกว่าสายพันธุ์อื่น ๆเฉลี่ย 30 กิโลกรัม และเมื่อหลังหย่านม ยังมีการเพิ่มน้ำหนักไวกว่า มีอัตราแลกเนื้อที่ดีเยี่ยม และมีผลผลิตจากซากที่สูงถึง 64%

การขยายพันธุ์ในยุโรป

          ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา BBU ได้ขยายพันธุ์ไปในประเทศต่างๆทั่วยุโรป โดยใช้รูปแบบการขยายพันธุ์เช่นเดียวกับการขยายพันธุ์เข้าสู่ประเทศไทย Beefmaster จึงเป็นโคพันธุ์อเมริกันสายพันธุ์แรกที่สามารถเข้าสู่ตลาดที่ถูกจำกัดนี้ ผู้เพาะพันธุ์ Beefmaster ได้เริ่มขยายสายพันธุ์ใน อิตาลี ไอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร โปแลนด์ เยอรมนี ออสเตรีย โปรตุเกส และสเปน และขณะนี้ยังมีการวางแผนโครงการขยายพันธุ์เพิ่มเติมไปยัง สวิตเซอร์แลนด์ บัลแกเรีย รัสเซีย ตุรกี และแอฟริกาเหนือ
          ในช่วงเวลาที่การพัฒนาอย่างยั่งยืนมีความสำคัญมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โค Beefmaster ได้แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของอัตราแลกเนื้อ ที่เปลี่ยนจากอาหารสัตว์เป็นเนื้อที่นุ่มนวลและมีคุณภาพสูง โดยศูนย์วิจัยสัตว์และเนื้อสัตว์แห่งสหรัฐอเมริกา (MARC) ก็ได้มีการวิจัย และแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของ Beefmaster เมื่อเปรียบเทียบกับ 18 สายพันธุ์โคเนื้อที่เป็นที่นิยมที่สุดในสหรัฐอเมริกา ในขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยการวิจัยด้านสัตวศาสตร์โบโลญญา ได้ยกย่องให้ Beefmaster เป็นพันธุ์โคที่มีการพัฒนาสายพันธุ์มากที่สุดในโลก
         

[siteorigin_widget class=”SiteOrigin_Widget_Image_Widget”][/siteorigin_widget]