พิสูจน์แล้ว!!! บีฟมาสเตอร์มีประสิทธิภาพการใช้อาหารนำหน้าโคเนื้อพันธุ์อื่นๆ

จากงานวิจัยที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว โดย USDA-ARS Meat Animal Research Center- Clay center (ศูนย์วิจัยสัตว์เพื่อการบริโภค) และคุณ Doyle Sanders รองประธานกรรมการระหว่างประเทศ แห่งยุโรป-เอเชีย ของ BBU (องค์กรผู้ปรับปรุงพันธุ์บีฟมาสเตอร์ แห่งสหรัฐอเมริกา)

ในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา บีฟมาสเตอร์ได้แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพที่แข็งแกร่งในหลายด้านแก่ผู้เลี้ยงโคเนื้อทั้งหลาย ซึ่งประสิทธิภาพที่โดดเด่นหลายอย่างเหล่านี้เป็นที่ยอมรับทั้งใน ฟาร์มโคขุน, โรงงานบรรจุเนื้อ, การเลี้ยงแบบโรงเรือน, การประมูลซื้อขายโค และท่ามกลางผู้ปรับปรุงพันธุ์เพื่อการพาณิชย์ทั้งหลาย ด้วยความที่บีฟมาสเตอร์กำลังขยายไปทั่วโลก จึงมีคำถามจากเหล่านักวิชาการและผู้ปรับปรุงพันธุ์จากต่างประเทศมากมาย ซึ่งเรียกร้องให้ BBU พิสูจน์และแสดงข้อเท็จจริงที่อ้างถึงเกี่ยวกับคุณสมบัติเด่นและประสิทธิภาพของบีฟมาสเตอร์

เอกสารทางวิชาการ The Journal of Animal Science ฉบับ เดือนเมษายน ปี 2560 ได้ตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับประสิทธิภาพการใช้อาหารในโคเนื้อ ซึ่งได้รับการยืนยันโดย USDA-ARS งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าบีฟมาสเตอร์มีคะแนนนำโคเนื้ออเมริกันหลายพันธุ์ที่เป็นที่นิยม ทั้งในด้านการเพิ่มน้ำหนักตัวต่อวันและน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นหลังหย่านม โดยเก็บข้อมูลจากโคตัวผู้ที่ตอนแล้วและโคสาว 5,606 ตัว บนพื้นฐานข้อมูลปริมาณวัตถุแห้งที่บริโภคเข้าไป โดยงานวิจัยนี้เก็บข้อมูลจากโคหลายพันธุ์ซึ่งประกอบด้วย แองกัส, บีฟมาสเตอร์, บราห์มัน, แบรงกัส, Braunvieh, ชาร์โลเล่ย์, Chiangus, Gelvieh, เฮียร์ฟอร์ด, ลีมูซีน, Maine Anjou, เรด แองกัส, Salers, ซานต้า เกอตูดิส, ชอร์ทฮอร์น, ซิมเมนทัล, เซ้าท์ เดวอน, และ Tarentaise

เป็นที่น่าสนใจว่า ในงานวิจัยที่เก็บข้อมูลกลุ่มโคเนื้อรวมทั้งโคเขตร้อนและโคเขตหนาว บีฟมาสเตอร์ซึ่งเป็นลูกผสมระหว่าง บราห์มัน, ชอร์ทฮอร์น และเฮียร์ฟอร์ด จะมีคะแนนนำหน้าโคพันธุ์อื่นทั้งหมด โดยลีมูซีน โคเขตหนาว ตามมาเป็นลำดับที่สอง ซึ่งทำให้ทฤษฎีที่ว่า โคเขตร้อนมีประสิทธิภาพมากกว่าโคเขตหนาวนั้นไม่จริง ผลการทดสอบใช้น้ำหนักกรัมของวัตถุแห้งที่ใช้ไป (Dry matter intake-DMI) ของ แองกัสเป็นฐานข้อมูล เปรียบเทียบระหว่าง DMI กับ การเพิ่มน้ำหนักตัวต่อวัน (Average Daily Gain-ADG) และ น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นหลังหย่านม (Post Weaning Gain-PWG) ของโคขุนตัวผู้และโคสาว บีฟมาสเตอร์มีคะแนนดีกว่าโคพันธุ์อื่นในผลรวมทั้ง ADG และ PWG

งานวิจัยนี้เน้นในเรื่องของ 1) ประสิทธิภาพการใช้อาหารโดยประเมินผลจากการเลี้ยงดูระยะยาว 2) ความสมดุลของสารอาหารและพลังงานในโคที่ขุนอาหารในคอก และ 3) อิทธิพลของ รูเมน ไมโครไบโอม ที่มีต่อประสิทธิภาพการใช้อาหารในโคเนื้อ

บีฟมาสเตอร์ก็ยังคงมีคะแนนนำในทุกด้าน

นอกเหนือจากงานวิจัยนี้แล้ว ยังมีหลักฐานจากฟาร์มโคขุนและข้อมูลทดสอบสมรรถภาพที่เปรียบเทียบกับสายพันธุ์อื่น ซึ่งเป็นข้อมูลที่ได้รับการพิสูจน์ว่าใช้ได้จริง โดยศูนย์วิจัย USDA-ARS

หลักเศรษฐศาสตร์อย่างง่ายในการบริหารจัดการระหว่างเงินที่จ่ายเป็นค่าอาหารกับน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นมา บีฟมาสเตอร์ได้ถูกพิสูจน์แล้วว่าช่วยทำรายได้นำหน้าพันธุ์อื่น ยังมีงานวิจัยอื่นทางด้านเศรษฐกิจของเมืองมิสซิสซิปปี้ โดยทำการเปรียบเทียบราคาตามคุณภาพของซากโคแต่ละพันธุ์ บีฟมาสเตอร์ก็สามารถสร้างรายได้ต่อหัวได้มากกว่าโคเนื้อเกรดดีพันธุ์อื่นอย่างเช่น แองกัส หรือ วากิว เนื่องมาจากน้ำหนักซากที่มากกว่าพันธุ์อื่นๆจากการเปรียบเทียบกันที่โรงเชือด และบีฟมาสเตอร์ก็ชนะอีกครั้ง

ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา ผู้ปรับปรุงพันธุ์บีฟมาสเตอร์บางคนในรัฐเท็กซัส ได้เข้าร่วมการทดสอบสมรรถภาพของโคพ่อพันธุ์และโคสาวกับโคพันธุ์อื่นๆ ลูกโคเริ่มต้นที่อายุ 9-10 เดือน โดยเข้าโปรแกรมปรับสภาพก่อนเพื่อให้พร้อมกับสภาพอากาศของทุกกลุ่ม หลังจากนั้นพวกมันจะต้องผ่านการทดสอบตามระเบียบอีกหลายเดือน ลูกโคจะถูกแยกเป็นกลุ่มโดยกลุ่มนึงจะมีลูกโคหลากหลายสายพันธุ์รวมกัน ประมาณ 175-225 ตัว และเอาข้อมูลที่ได้แต่ละกลุ่มมาเปรียบเทียบกัน โดยจะเน้นที่โคพ่อพันธุ์เป็นหลัก แต่กลุ่มเล็กก็จะมีโคสาวร่วมด้วย ทั้งโคเขตร้อนและโคเขตหนาวก็ต่างใช้การทดสอบแบบเดียวกันนี้ ข้อมูลที่ได้จึงใช้ได้กับโคหลายสายพันธุ์เพื่อดูพันธุกรรมด้านประสิทธิภาพในการใช้อาหาร

Grow Safe Technology หรือ ระบบการวัดปริมาณด้วยคอมพิวเตอร์ความละเอียดสูง ถูกนำมาใช้วัดปริมาณอาหารในภาชนะที่ใส่ไว้ให้ลูกโคแต่ละตัว โดยระบบจะเก็บข้อมูลน้ำหนักอาหารทุกครั้งที่ลูกโคกินอาหารตั้งแต่เริ่มกินจนกินเสร็จ นอกจากนี้ยังมีชิพฝังที่หูลูกโคแต่ละตัวที่จะช่วยยืนยันว่าลูกโคตัวนั้นกินจากภาชนะอันไหน โดยอาหารที่ให้ก็เป็นอาหารสัตว์ที่ผสมอาหารหยาบกับไฟเบอร์ และจะไม่มีการให้กินอาหารที่อื่นอีกไม่ว่าจะเป็นในทุ่งหญ้าหรือที่คอกนอน และทุก 2 สัปดาห์ โคทุกตัวจะถูกนำมาชั่งน้ำหนัก การคำนวณจะทำเป็นรายตัวโดยคำนวณจากปริมาณอาหารที่กินเข้าไปเทียบกับน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นมา

ศูนย์พัฒนาพันธุกรรมในเมืองมิลลิแคน รัฐเท็กซัส ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของศูนย์เทคโนโลยีคัดแยกเพศ LLC of Navasota คือผู้เก็บรวบรวมข้อมูลการทดสอบประสิทธิภาพการใช้อาหารเหล่านี้ตั้งแต่ปี 2012 โดยก่อนหน้านั้น ศูนย์พัฒนาโคเนื้อของรัฐเท็กซัสก็ได้ทำการรวบรวมข้อมูลคล้ายกันนี้ โดยทำการทดสอบสมรรถภาพของพ่อพันธุ์โคเนื้อที่อยู่ในพื้นที่เท็กซัสตั้งแต่ปี 2008 ด้วยระบบ Grow Safe Technology เช่นเดียวกัน พ่อโคบีฟมาสเตอร์ก็ได้ถูกนำเข้าการทดสอบนี้หลายครั้งโดยผู้ปรับปรุงพันธุ์BBU จากหลากหลายพื้นที่ของเท็กซัส และจบด้วยผลการทดสอบที่สามารถใช้เปรียบเทียบได้

โคบีฟมาสเตอร์ได้คะแนนนำในทุกด้านของการเพิ่มน้ำหนักโดยเฉลี่ยต่อวันและสัดส่วนการให้อาหารต่อน้ำหนักที่ได้ โดยเฉพาะคะแนนของโคพ่อพันธุ์บีฟมาสเตอร์ระดับท็อปบางตัวยิ่งสร้างความประหลาดใจ แต่ก็มีในบางกรณีที่การจดบันทึกน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นต่อวันได้น้อยกว่าน้ำหนักอาหารที่กินเข้าไปในบางตัว เมื่อมีการหาค่าเฉลี่ยข้อมูลของโคต่างสายพันธุ์ การเปรียบเทียบสามารถทำได้โดยหาค่าเฉลี่ยของแต่ละสายพันธุ์ และอีกครั้งที่โคบีฟมาสเตอร์ได้คะแนนเป็นอันดับแรก ทั้งค่าเฉลี่ยน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นต่อวัน(ADG) และ สัดส่วนการให้อาหารต่อน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับโคสายพันธุ์อื่นในการทดสอบเดียวกัน

ผลการประเมินของฤดูร้อนปี 2014 ที่เพิ่งถูกตีพิมพ์ออกมาแสดงให้เห็นว่า โคบีฟมาสเตอร์เป็นอันดับหนึ่ง ในเรื่องการเพิ่มน้ำหนักเฉลี่ยต่อวัน ตามมาด้วย เรด แบรงกัส, ซานต้า เกอตูดิส, แบรงกัส, บรูนเวย์, แองกัส และวากิว ตามลำดับ โคบีฟมาสเตอร์ยังเป็นอันดับหนึ่งในเรื่องสัดส่วนการให้อาหารต่อน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย ตามมาด้วย ซานต้า เกอตูดิส, วากิว, เรด แบรงกัส, แองกัส, บรูนเวย์ และ แบรงกัส ตามลำดับ และจากผลการทดสอบเดียวกันนี้ มีการเปรียบเทียบค่าประสิทธิภาพในการเพิ่มน้ำหนักของโคแต่ละสายพันธุ์ที่เข้าร่วมทดสอบ ผลคือ บีฟมาสเตอร์แสดงผลงานที่ค่า ADG สูงกว่าโคบรูนเวย์ 1.24 เท่า, ADG สูงกว่าโคแองกัส 1.275 เท่า และ ADG สูงกว่าโควากิว 1.54 เท่า และโคบีฟมาสเตอร์ยังได้ค่า ADG สูงกว่าอันดับสองอย่าง เรด แองกัส อยู่ 5% มากกว่า แบรงกัส 10% และ มากกว่า ซานต้าเกอตูดิส 15% จากการทดสอบทั้งหลายนี้ก็ช่วยยืนยันอีกครั้งว่าโคเขตร้อนมีประสิทธิภาพสูงกว่าโคเขตหนาว

สำหรับการเปรียบเทียบประสิทธิภาพการใช้อาหาร บีฟมาสเตอร์ก็ยังคงแสดงสมรรถนะที่แข็งแกร่งด้วยการทำคะแนนต่ำสุดของค่าสัดส่วนการให้อาหารต่อน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น จากค่าเฉลี่ยที่ได้ บีฟมาสเตอร์ทำได้ต่ำกว่า ซานต้า เกอตูดิส อยู่ 7%, ต่ำกว่าวากิว 8.5%, ต่ำกว่าเรด แองกัส 8.6%, ต่ำกว่าแองกัส 16%, ต่ำกว่าบรูนเวย์ 19%, และต่ำกว่าแบรงกัส 21%

จะเห็นได้ว่าตั้งแต่การขุนโคจนถึงส่งโรงเชือด ข้อมูลเรื่องประสิทธิภาพนี้สำคัญมากต่อธุรกิจของเจ้าของฟาร์มที่มีลูกโค, ฟาร์มโคขุน และโรงงานบรรจุเนื้อขาย น้ำหนักที่เหมาะสมสำหรับโรงเชือดจะขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาดโดยเฉพาะ ดังนั้นน้ำหนักที่จะส่งขายโดยมากจะเป็นน้ำหนักตอนยังมีชีวิตเพื่อจะตัดสินใจว่าจะต้องให้อาหารเพิ่มอีกเท่าไหร่และให้อีกนานแค่ไหน ซึ่งคือสูตรที่จะใช้พิจารณาอาหารทั้งหมดที่ต้องให้เพื่อให้ได้น้ำหนักที่ต้องการเมื่อถึงเวลาส่งขาย

โดยบีฟมาสเตอร์จะช่วยย่นระยะเวลานี้ ด้วยน้ำหนักเพิ่มขึ้นต่อวันที่มากกว่าจนถึงเวลาส่งขาย นั่นหมายความว่าใช้อาหารน้อยกว่า ทำให้ฟาร์มโคขุนประหยัดเงินได้มากกว่า ประสิทธิภาพการใช้อาหารยังได้รับการยืนยันจากค่าสัดส่วนที่น้อยกว่าของการให้อาหารต่อน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้ผู้เลี้ยงได้รับน้ำหนักเพิ่มขึ้นเร็วด้วยอาหารที่น้อยกว่า ซึ่งมีแต่ได้กับได้

การจัดการเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการบริหารฟาร์มให้ได้ประสิทธิภาพเพื่อการควบคุมที่ง่ายและสะดวก, มีความเครียดน้อย และได้ผลผลิตที่สูงกว่าด้วยเนื้อคุณภาพที่ดีกว่า การมีช่วงอายุที่ยืนยาวกว่า, น้ำหนักหย่านมและน้ำหนักปีแรกสูงกว่า, ความสมบูรณ์พันธุ์, ลักษณะความเป็นแม่สูง และความสามารถในการให้นมที่ดีกว่า และนี่คือเหตุผลทั้งหมดว่าทำไมบีฟมาสเตอร์คือคำตอบที่ใช่

บทความนี้แปลมาจากบทความที่หน้าเพจ Beefmasters Europa สามารถอ่านข้อความต้นฉบับพร้อมด้วยงานวิจัยตามลิ้งค์ด้านล่างนี้ https://www.facebook.com/notes/beefmasters-europa/beefmaster-feed-efficiency-leads-beef-breeds/413152992394756/