Top 5 Reproductive Failures in Beef Operations (and how to avoid them)

Top 5 Reproductive Failures in Beef Operations (and how to avoid them)
เขียนโดย Ryon Walker, Ph.D., Noble Research Institute
แปลโดย TS Farm Brahman and Beefmaster
ปัจจัย 5 ข้อที่ทำให้เกิดความล้มเหลวในการขยายพันธุ์โค ควรจะได้รับการประเมินทุกปี โดยควรจำไว้เสมอว่า หลักการคือ หาสาเหตุของความล้มเหลวให้เจอ คือสิ่งแรกที่ต้องทำเพื่อเราจะได้ปรับปรุงผลลัพธ์ของปัญหา เมื่อเรายอมรับปัญหาได้แล้ว เราจึงจะสามารถหาวิธีลดปัญหาหรือกำจัดความล้มเหลวนั้นได้ แม้ว่าผู้เขียนจะอิงข้อมูลจากวิธีการเลี้ยงและปัญหาในการเลี้ยงโคในสหรัฐอเมริกา แต่เราคิดว่าแนวคิดนี้สามารถเอามาปรับใช้กับวิถีเลี้ยงโคในไทยได้บ้าง ลองศึกษากันดูนะครับ คุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ครับ วงการเลี้ยงโคไทยจะได้พัฒนาไปด้วยกันครับ
1. ภาวะไม่สมบูรณ์พันธุ์ที่ควบคุมไม่ได้
จริงๆแล้วสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้เป็นสาเหตุหลักของความล้มเหลวในการขยายพันธุ์ ซึ่งก็คือ อัตราการตายของตัวอ่อน ในช่วงต้นของการตั้งท้อง ระยะเวลาหลายสิบปีมานี้ การตรวจการตั้งท้องช่วงต้นยังทำได้อย่างจำกัดเนื่องมาจากวิธีตรวจสอบ (การอัลตร้าซาวด์และการตรวจเลือด เทียบกับ การตรวจผ่านทางช่องทวาร) นอกจากนั้น อัตราการรอดชีวิตในช่วงแรกของการตั้งท้องก็วินิจฉัยได้ยาก จนกว่าจะต้องท้องจนถึงในระยะที่ตรวจพบได้ งานวิจัยที่ผ่านมา รายงานว่า ตัวอ่อนอายุ 7 วันหลังจากการผสมพันธุ์มีอัตราการรอดประมาณ 95% ซึ่งมันหมายความว่า วัวเกือบทั้งหมดตั้งท้องและมีตัวอ่อนที่มีอายุ 7 วันของการตั้งท้อง ในขณะที่อัตราการรอดชีวิตของตัวอ่อนอายุ 28 วัน ตกลงมาอยู่ที่ประมาณ 70% ซึ่งอัตราการรอดชีวิตจากตัวอ่อนอายุ 7 วัน ถึง 28 วัน ลดลงถึง 25% และตัวอ่อนที่อายุ 42 วัน มีอัตราการรอดชีวิตอยู่ที่ประมาณ 62% ซึ่งก็ยังเป็นที่สงสัยอยู่ว่าทำไมอัตราการรอดชีวิตถึงได้ลดต่ำลง จะเป็นเพราะการจัดการ, เพราะสิ่งแวดล้อม, หรือเพราะพันธุกรรมกันแน่
2. ขาดการใส่ใจพ่อวัว
เรามักจะลืมนึกถึงพ่อวัว และการจัดการพ่อวัวมักจะมาทีหลังการจัดการแม่วัวเสมอ ทั้งๆที่มันควรจะได้รับการดูแลเช่นเดียวกัน ในแง่ของการเจริญพันธุ์ตามหลักการแล้ว แม่วัวหนึ่งตัวให้ลูกได้หนึ่งตัว กับ พ่อวัวหนึ่งตัวสามารถให้ลูกได้ถึง 30 ตัวหรืออาจจะน้อยกว่านั้น การทำ Breeding Soundness Exam (BSE) คือการลงทุนที่ใช้เงินน้อย การศึกษาโดย Kansas State แสดงให้เห็นว่า อัตราการตั้งท้องลดลงกว่า 6% ในแม่วัว ที่ใช้พ่อวัวที่ไม่ได้ผ่าน BSE เมื่อเทียบกับพ่อวัวที่ผ่าน BSE ก่อนช่วงฤดูผสมพันธุ์
(*ผู้แปล BSE คือ การประเมินศักยภาพในการเจริญพันธุ์ของพ่อพันธุ์ โดยจะประเมินในเรื่อง ความสามารถในการขึ้นทับตัวเมีย การตรวจสุขภาพร่างกายทั่วไป ตรวจอวัยวะสืบพันธุ์ และประเมินจำนวนและคุณภาพของอสุจิ)
บางครั้งเราก็รู้สึกผิดที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับพ่อวัวเมื่อพวกมันถูกใช้งาน โดยมากเราจะไม่ทันสังเกตุเห็นปัญหาของพ่อวัวจนกว่าจะหมดฤดูผสมพันธุ์ หรือ รู้อีกทีตอนหย่านมแล้วพบว่าแม่วัวไม่ท้อง และนั่นมันสายเกินไป มันจะดีกว่าถ้าเราฝึกสังเกตุการณ์พ่อวัวแต่ละตัวในช่วงฤดูผสมพันธุ์ เพื่อให้แน่ใจว่ามันผสมพันธุ์กับแม่วัวได้ มันมีหลายสาเหตุว่าทำไมพ่อวัวจึงไม่สามารถใช้งานได้ เช่น ความบกพร่องหรือพิการ, ป่วย, แก่เกิน, หรือขาดความต้องการทางเพศ ซึ่งความต้องการทางเพศเป็นตัววัดคุณลักษณะ และบ่งชี้ว่าพ่อวัวมีความกระสันมั้ยในช่วงเวลาที่อยู่กับแม่วัว ซึ่งในที่นี้จะไม่ได้พูดถึงการจัดการต่างๆ หรือปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม ที่อาจทำให้มันเป็นแบบนั้น ในขณะที่เราใช้เวลาส่วนมากไปกับการจัดการแม่วัวของเรา เราก็ควรจะต้องหาเวลาที่จะจัดการและสังเกตุการณ์พ่อวัวของเราด้วย ว่ามันแสดงศักยภาพอย่างไรในช่วงฤดูผสมพันธุ์
3. ขาดสารอาหาร
คนส่วนใหญ่มักบอกว่า สารอาหารคือปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดความไม่สมบูรณ์พันธุ์ ซึ่งเราก็เห็นด้วยกับข้อนี้ แม่วัวต้องมีสภาพร่างกายที่ดีตอนให้ลูก เพื่อจะได้ฟื้นตัวได้เร็วและกลับมาเป็นสัดได้เร็วขึ้น ถ้าแม่วัวมีสภาพร่างกายที่ไม่พร้อมขณะคลอดลูก แม้จะเพิ่มอาหารให้ในช่วงก่อนและหลังคลอดลูก แต่แม่วัวก็จะฟื้นตัวได้ช้า และรอบการเป็นสัดก็จะช้าออกไปด้วย เราสามารถจัดการเพิ่มอาหารในช่วงเดือนสุดท้ายของการตั้งท้องของแม่วัวได้ ซึ่งก็จะขึ้นอยู่กับสภาพของแม่วัวขณะนั้นด้วย เพื่อจะได้รักษาระดับความสมบูรณ์ของร่างกายแม่วัวไว้ที่ระดับ 5 ถึง 6 ในช่วงที่คลอดลูก แม่วัวที่ออกลูกในขณะที่ร่างกายแย่ ก็จะทำให้รอบการให้ลูกอีกครั้งยาวออกไปอีก อย่างไรก็ตาม แม่วัวเหล่านั้นก็จะยังให้ลูกได้ในรอบถัดไป แต่มันอาจจะถูกคัดออกเพราะไม่ติดลูกตามกำหนดการ
4. โรคระบาด
ฝูงวัวที่มีสุขภาพดีมีค่ายิ่งกว่าอะไรทั้งหมด เพราะมันจะช่วยป้องกันโรคต่าง ๆ เช่น Blackleg, Pink eye และ โรคทางเดินหายใจ รวมถึงโรคอื่น ๆ ที่สามารถเป็นสาเหตุของความล้มเหลวในการขยายพันธุ์ การติดเชื้อจากเชื้อโรคต่าง ๆ (ไวรัส, แบคทีเรีย, โปรโตซัว) ในแต่ละช่วงของการตั้งท้อง สามารถลดอัตราการเกิดของลูกวัวได้อย่างมาก มันอาจทำให้เกิดการยุติการตั้งท้อง หรือ คลอดก่อนกำหนด ได้แก่ โรคดังต่อไปนี้
ไวรัส Bovine Viral Diarrhea (BVD), ไวรัส Infectious Bovine Rhinotracheitis (IBR), Brucellosis, Leptospirosis, Vibriosis, Neosporosis, และ Trichomoniasis
เพื่อที่จะลดอัตราการเกิดโรคติดเชื้อในฝูงของคุณ คุณควรจะต้องรักษาคุณภาพของอาหารให้ดี (รวมถึงการให้แร่ธาตุที่เพียงพอ), ลดความเครียด, จัดโปรแกรมให้วัคซีนสม่ำเสมอ และมีการควบคุมเชื้อโรคทั้งภายในฟาร์มและจากภายนอกให้ดี
5. การปล่อยพ่อวัวไว้กับแม่วัวนานเกินไป
เชื่อว่าหลายคนอ่านแล้วคงจะเห็นด้วยกับประโยคนี้ ซึ่งมันไม่ใช่การทดลองทางวิทยาศาสตร์ แต่เป็นสิ่งที่เรารู้กันอยู่แล้ว ยิ่งเราปล่อยพ่อวัวไว้กับแม่วัวนานมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้แม่วัวฝูงอื่นให้ลูกได้ช้าลงในฤดูกาลนั้นมากขึ้น ซึ่งก็จะส่งผลให้แม่วัวบางตัวต้องถูกคัดออกจากฝูงเพราะไม่ตั้งท้อง พวกเราเองฝึกพ่อวัวบางตัวให้ชินกับการที่ต้องพยายามหลายๆครั้งในการผสมพันธุ์ ในบางครั้งเมื่อพ่อวัวเหล่านั้นถูกทำให้เครียดช่วงก่อนหรือระหว่างฤดูผสมพันธุ์ ก็จะยิ่งทำให้มันล้มเหลวในการผสมพันธุ์ได้ง่ายขึ้นไปอีก นอกจากนี้ยังมีข้อเสียอื่นอีกที่เกิดจากการปล่อยพ่อวัวไว้กับแม่วัวนานเกินไป เช่น ความไม่พร้อมเพรียงกันในเรื่องวันหย่านม, น้ำหนักหย่านม, วันที่จะส่งลูกวัวขาย เป็นต้น แม้ว่าความสมบูรณ์พันธุ์จะมีส่วนมาจากพันธุกรรมด้วย แต่เราสามารถเลือกความสมบูรณ์พันธุ์ที่เราสามารถควบคุมจัดการได้ เพื่อลดเวลาที่ใช้ในช่วงการผสมพันธุ์ลง คำว่า“กำหนดได้” คือ กุญแจสำคัญในการกำหนดเวลาของฤดูการให้ลูก